|
แวดวงการแข่งขัน Drag Racing ในช่วงนี้ ถ้าเป็นรถแบบขับเคลื่อนล้อหน้า ที่มาพร้อมกับความแรงในระดับ 13 วินาทีลงไป น่าจะไม่พ้น Honda Civic 3 ประตู เหตุผลอย่างหนึ่งน่าจะมาจากน้ำหนักตัวที่เบา บวกกับเครื่องยนต์ที่มีสูตรในการโมดิฟายหลากหลาย อย่างน้อยรถที่เราได้เห็นกันเป็นประจำในรุ่น Open N/A ก็มีแต่บรรดารถรุ่นนี้
เมื่อทีมงานได้ไปดูการแข่งขันที่สนามในรุ่น Front Pro ก็เกิดสะดุดตากับ Civicคันหนึ่งที่สามารถทำเวลาได้ในพิกัด 13 วิกว่าๆ ทั้งที่ภายในยังมีอุปกรณ์ต่างๆอยู่ครบ ไม่ได้ทำการลดน้ำหนักแม้แต่นิดเดียว ซึ่งตรงนี้เป็นจุดสนใจที่เราต้องตามรถคันนี้มาผ่าพิสูจน์ให้ได้ว่าทำยังไงเวลาถึงออกมาได้อย่างนี้
ภายนอกสไตล์ Type R
ภายนอกถูกสร้างความโดดเด่นด้วยการนำไปสาดสีใหม่แบบสีขาวสไตล์ Type R จากนั้นก็ได้เปลี่ยนส่วนประกอบต่างๆให้เป็นตัวนอกทั้งหมด เริ่มต้นที่หลังคาด้วยการนำซันรู๊ฟจากตัวนอกมาใส่เข้าไป จากนั้นก็ทำการเลาะกระจกของเดิมที่เป็นแบบใส มาใช้กระชกสีชาแทน ส่วนชุดบอดี้พาร์ทไม่ได้ทำการใส่เข้าไปมากมาย คงมีเพียงแค่สปอยเลอร์หลังเท่านั้น ส่วนหนึ่งที่ไม่ได้เน้นการตกแต่งภายนอกสักเท่าไหร่ น่าจะมาจากเจ้าของรถเน้นไปในเรื่องของความแรงซะมากกว่า
เล่นแรงด้วย B20A+TURBO
จากภายนอกก็มาถึงจุดเด่นที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นจุด Climax ของรถคันนี้เลยก็ว่าได้ ตรงนี้คงหนีไม่พ้นความแรงจากเครื่องยนต์แบบสูตรผสมยอดฮิต แต่ไอ้สูตรที่ว่านี้แตกต่างจากชาวบ้านเขาตรงที่มีการเพิ่มระบบอัดอากาศเข้าไปอีก เรียกว่าเพิ่มความแรงกันแบบ "Double"
เรามาดูรายละเอียดกันแบบเจาะลึกกันดีกว่าว่าไอ้ความแรงแบบ "Double" มันเป็นยังไง ขั้นแรกเป็นการนำเครื่องแบบสูตรผสมในรหัส "B20A" มาใช้ ซึ่งสูตรที่ว่านี้เป็นการผสมกันระหว่างเครื่อง B20B ที่มีความจุกระบอกสูบขนาด 2,000 ซี.ซี. มาผสมกับฝาสูบอัจฉริยะแบบ DOHC VTEC จากเครื่อง B16A
ความแรงของสูตรที่ว่านี้เป็นการแพร่กระจายมาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งระบาดมาสู่เมืองไทยด้วยฝีมือใครไม่เป็นที่แน่ชัด แต่บัดนี้มันกลายเป็นโรคระบาดยอดฮิตสำหรับหรับคนที่ใช้ CIVIC ไปซะแล้ว เพราะข้อดีของมันคือการเพิ่มความจุขนาด 2,000 ซี.ซี.ที่มาพร้อมกับฝาสูบที่ดีกว่าของเดิมซึ่งไม่มีระบบ VTEC ติดมาด้วย แต่การนำมาผสมกันเพียงเท่านี้คงไม่ได้แรงจากทั่วไปสักเท่าไหร่ มันต้องมีการโมดิฟายเพิ่มแรงม้ากันด้วย การโมดิฟายเพิ่มความแรงเริ่มต้นกันที่ชุดฝาสูบด้วยการนำไปขัดขยายพอร์ททั้งไอดี-ไอเสีย จากนั้นก็นำชุดแคมชาร์ฟพร้อมสปริงวาล์วของ B18C Type R มาใช้ แต่มีจุดเด่นอีกนิดนึงคือในส่วนของเฟืองแคมได้นำของเดิมไปทำใหม่ให้สามารถปรับตั้งได้
|
|
|
|
นี่ไงรหัสความแรง |
หน้าตาท่อไอดีเดิมสนิท แต่จริงๆคว้านขยายลิ้นมาแล้ว |
|
|
|
|
หัวฉีดขนาด 440 ซี.ซี. |
เทอร์โบ TD06 25G ดุใหญ่ไหม |
ขั้นที่สองได้ทำการเพิ่มความแรงด้วยวิธีนำระบบอัดอากาศมาแปะเข้าไป ซึ่งวิธีนี้ทำให้ต้องมีการลดอัตราส่วนกำลังอัดเครื่องยนต์ให้ต่ำลง โดยขั้นตอนการลดกำลังอัดได้ใช้วิธีเปลี่ยนไปใช้ปะเก็นเหล็กหนา 1.6 มิลลิเมตร ส่วนระบบอัดอากาศที่นำมาใช้ในครั้งนี้เป็นเทอร์โบของ GREDDY รุ่น TD06 25G ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมกับเครื่องความจุ 2,000 ซี.ซี. โดยเทอร์โบชุดนี้ถูกควบคุมแรงดันด้วยเวสเกตแยกจาก HKS ก่อนจะถูกอัดอากาศผ่านท่อไอดีที่ทำจากวัสดุอะลูมิเนียมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 นิ้วผ่านอินเตอร์คูลเลอร์ MOSSELMAN ซึ่งขยายปากทางเข้า-ออกเป็นขนาด 3 นิ้ว ก่อนจะเข้าสู่ลิ้นปีกผีเสื้อ Standard (แต่ได้ทำการคว้านขยายภายในแล้ว) อ๋อเกือบลืมบอกไปว่าที่ตัวท่อทางเดินไอดีได้มีการติดตั้งโบล์วออฟวาล์วของ HKS เอาไว้ด้วย ซึ่งประโยขน์ของเจ้าตัวนี้ก็น่าจะพอรู้กันนะครับว่ามันมีหน้าที่อะไร เพราะบางคนคิดว่าติดเอาไว้เพื่อให้ส่งเสียง...เท่ห์ดี
|
|
|
|
เวสเกตแยกถูกซ่อนไว้ด้านล่าง |
อินเตอร์ MOSSELMAN ขนาดพอเหมาะ |
|
|
|
|
โบล์วออฟวาล์ว HKS อุปกรณ์ที่ควรมีไว้ใช้กับเครื่องเทอร์โบ |
จานจ่ายถูกเจาะเพื่อติดตั้งคอล์ยแยก |
ระบบน้ำมันเชื้อเพลิงถูกแก้ไขใหม่ให้เพียงพอกับความต้องการของเครื่องยนต์ที่ทำการโมดิฟายเพิ่มเติม เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนไปใช้ปั๊มติ๊กของ BOSCH ส่งน้ำมันไปยังรางหัวฉีดที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมจากเครื่องรุ่น Type R ก่อนจะเข้าสู่หัวฉีดขนาด 440 ซี.ซี. นอกจากนี้ยังได้ทำการติดตั้งตัวปรับแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิงของ NISMO เอาไว้ควบคุมแรงดันภายในระบบด้วย ส่วนระบบไอเสียได้ทำการขยายท่อทางเดินใหม่เป็นขนาด 2.5 นิ้ว พร้อมกับเปลี่ยนหม้อพักใบหลังเป็นของ RSR ระบบจุดระเบิดได้ทำการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยจากของเดิมที่เป็นคอล์ยจุดระเบิดในตัว ก็จัดการทำเป็นคอล์ยแยกภายนอกด้วยการนำชุดคอล์ยจากเครื่อง Rotary มาใช้ ส่วนสายหัวเทียนยังคงใช้ของเดิมอยู่ แต่หัวเทียนได้เปลี่ยนไปใช้ของ HKS
โครงการในอนาคตน่าจะมีการทำเพิ่ทเติมด้วยการเปลี่ยนไปใช้ก้านสูบและลูกสูบของแต่งเพื่เพิ่มความทนทานให้กับเครื่องยนต์ อีกอย่างชุดคลัทช์คงจะเปลี่ยนไปใช้ของ OS Giken
แก้ปัญหาไม่รับบูสท์ ด้วยกล่อง Power FC
การอัดอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ด้วยการเซ็ตเทอร์โบนี้ โดยปกติถ้าใส่เข้าไปเฉยๆก็คงจะไม่สามารถทำได้ เพราะเครื่องยนต์ของ HONDA นั้นจะมีอุปกรณ์ตัวหนึ่งที่เรียกว่า "Map Sensor" เป็นตัวคอยอ่านค่า Vacum แต่เมื่อมีการเซ็ตเทอร์โบเพิ่มเข้าไป พอเทอร์โบเริ่มทำงาน ค่า Vacum ก็จะเปลี่ยนเป็น Pressure ซึ่งมากกว่าแรงดันบรรยากาศ หรือมากกว่าที่ตัว Map Sensor จะอ่านค่าได้ (ปกติแรงดันบรรยากาศอยู่ที่ 14.7 ปอนด์/ตารางนิ้ว) เมื่อ Map Sensor อ่านค่าไม่ได้แล้วจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ! คำตอบก็ไม่มีอะไรมากครับเพียงแค่กล่องก็จะสั่งตัดเพื่อ Safe เครื่องยนต์เท่านั้นเอง อาการเมื่อบูสท์มาก็คงจะมีความนรู้สึกหัวทิ่มแบบกระทันหัน
ส่วนวิธีที่จะแก้ไขก็คงไม่มีอะไรมาก ง่ายที่สุดก็คือวิธีการพ่วงเจ้าพวงองุ่น (Oneway Valve) เข้าไปที่ท่อทางเดินก่อนจะเข้าสู่ตัว Map Sensor ซึ่งจำนวนพวงองุ่นจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับอัตราบูสท์ที่ใช้ เพราะพวงองุ่นที่ว่านี้จะคอยระบายแรงดันภายในท่อออก
วิธีต่อไปก็คือการติดตั้งตัว Boost Cut เข้าไป ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าทำหน้าที่อะไร ส่วนหลักการทำงานก็คือ เมื่อตัว Map Senser อ่านค่าแรงดันเกินกว่าแรงดันบรรยากาศ มันก็จะส่งแรงดันไฟฟ้าออกไปเกินกว่า 5 โวล แต่เมื่อติดตั้ง Boost Cut เจ้าตัวนี้จะคอยควบคุมค่าแรงดันไฟฟ้าที่ Map Sensor อ่านได้ไม่เกิน 5 โวล พูดง่ายๆก็ตือเป็นตัวต่อคร่อมเพื่อหลอก Map Sensor นั่นเอง
สำหรับวิธีที่ดีที่สุดและได้มาตรฐานที่สุดก็คือการเปลี่ยนกล่องใหม่ที่มีโปรแกรมเสริมสำหรับเครื่องยนต์แบบ N/A แต่นำไปติดตั้งเทอร์โบ โดยเจ้ากล่องแบบนี้จะมีข้อดีตรงที่สามารถป้อนโปรแกรมให้เหมาะสมกับสิ่งที่ทำการโมดิฟายเพิ่มเติมเข้าไป ซึ่งสมัยนี้ก็มีให้เลือกใช้อยู่หลายยี่ห้อด้วยกัน แถมยังมีทั้งแบบ Piggy Back สำหรับคนเงินน้อย และแบบ Stand Alone ที่ได้มาตรฐาน
สรุปแล้วเจ้า CIVIC คันนี้เขาใช้วิธีไหนกันแน่ เห็นเกริ่นมาตั้งนาน คำตอบก็คือใช้วิธีการเปลี่ยนกล่องไปเป็นแบบ Stand Aloneของ A'PEXi รุ่น Power FC ซึ่งสามารถจูนเพื่อป้อนโปรแกรมให้เหมาะสมกับการใช้งาน โดยขั้นตอนการจูนตกเป็นหน้าที่ของ อ.เต้ย จาก OTTO SHOP
ชุดคลัทช์ดัดแปลงรับแรงม้า
จากการโมดิฟายเพิ่มแรงม้าด้วยสูตร B20A Turbo ตามสูตรของ OTTO SHOP สิ่งที่มีปัญหาตามมาก็คือระบบส่งกำลัง เพราะแรงม้าที่เครื่องยนต์ถ่ายทอดออกมานั้น น่าจะมีความรุนแรงมากกว่าเดิมหลายเท่า แต่ความรุนแรงจากแรงม้าที่เครื่องยนต์ถ่ายทอดออกมานั้นจะสามารถนำไป ลงสู่ล้อได้หมดหรือไม่ ตรงนี้ต้องมาดูกันว่าเขาทำอะไรบ้าง
ในส่วนของเกียร์ได้นำชุดเกียร์ของเครื่อง B16A มาใช้ พร้อมด้วยการดัดแปลงชุดคลัทช์เพื่อรองรับแรงม้า เริ่มจากผ้าคลัทช์นำไปอัดใหม่เป็นแบบ 5 ก้อน จากนั้นทำการเปลี่ยนหวีคลัทช์เป็นของ EXEDY ส่วนฟลายวีลเป็นแบบหนักเบา ของ CUSCO และท้ายสุดเป็นอุปกรณ์ที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมนั่นคือลิมิเต็ดสลิปของ CUSCO
ช่วงล่างGAB + Type R Style
|
|
|
|
ล้อ Type R พร้อมชุดเบรกจากตัวนอก |
|
ช่วงล่างทำการปรับปรุงเพื่อรองรับแรงม้าด้วยการเปลี่ยนชุดโช้คอัพทั้งด้านหน้าและด้านหลังไปใช้ของ GAB จากนั้นได้ทำการเปลี่ยนเหล็กกันโคลงด้านหลังเป็นของ CUSCO ในจุดต่อมาได้ทำการเปลี่ยนระบบเบรกทั้งชุดมาใช้ของตัวนอกรุ่นที่เป็นเครื่องยนต์ B16A ซึ่งจุดเด่นของชุดเบรกจากรุ่นนี้มีข้อดีอยู่ที่ขนาดของจานเบรกและคาร์ลิเปอร์ที่มีขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่สร้างความโดดเด่นอีกอย่างคงหนีไม่พ้นล้อจากรุ่น Type R ที่นอกจากจะหายากและมีราคาค่าตัวที่ค่อนข้างแพงการติดตั้งก็ไม่สามารถที่จะใส่เข้าไปได้เลย เนื่องจากล้อถูกออกแบมาให้มีรูน๊อตแบบ 5 รู P.C.D. 114 ดังนั้นการที่จะใส่เข้าไปจึงต้องทำการแปลงดุมล้อใหม่ให้เป็นแบบ 5 รู P.C.D. 114 เช่นกัน
ภายในดำสไตล์ญี่ปุ่น
การตกแต่งภายในห้องโดยสาร เดี๋ยวนี้จะแบ่งออกเป็น 2 แบบด้วยกัน คือสไตล์รถแข่ง...มีทั้งเบาะBucket Seat ทั้งโรลบาร์ บางคันก็มีสารพัดเกจ์วัดอย่างกับเครื่องบิน ดูแล้วตาลายไปหมด แต่การแต่งอีกแบบคือสไตล์ตัวนอก...การตกแต่งแบบนี้ก็นิยมเช่นกันเพราะอุปกรณ์ของนอกจะใช้วัสดุต่างกับในไทยอย่างสิ้นเชิง แถมบางชิ้นก็เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวก แบบที่รถในบ้านเราไม่มี
ใน CIVIC คันนี้ก็เช่นกัน ได้ทำการตกแต่งในสไตล์ตัวนอกที่เน้นการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ต่างๆ ภายในห้องโดยสาร ไม่ว่าจะเป็นคอลโซลดำ หน้าปัดตัวนอก พวงมาลัย Type R แผงข้าง ที่ปิดหลุมยางอะหลั่ย และเบาะนั่ง Type R จาก RECARO
ส่วนอุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งเพิ่มเติมเข้าไปจะเป็นตัวปรับบูสท์ไฟฟ้าของ BLITZ ซึ่งมีความพิเศษอยู่ที่มีหน้าจอแสดงค่า Vac.และPressure แบบดิจิตอล นอกจากนี้ยังมีตัววัดแรงดันน้ำมันเครื่องจาก SARD ติดตั้งอยู่ที่แผงพิล่าบริเวณเสาเอ
|
|
|
|
ปรับบูสท์ไฟฟ้า BLITZ มีจอ LED แสดงผลชัดเจน |
วัดแรงดันน้ำมันเครื่องไว้สังเกตอาการผิดปกติ |
เรื่องราวของ CIVIC คันนี้จะสังเกตได้ว่า การตกแต่งเจ้าของจะเน้นความแรงของเครื่องยนต์มากกว่า ส่วนตัวถังจะเน้นการตกแต่งไปในสไตล์ตัวนอกที่ยังคงไว้ซึ่งความสะดวกสบายเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เรียกว่าถึงจะเน้นความแรงยังไงความสบายก็ต้องมีควบคู่ด้วย
|